วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

น้ำมันพืชกับน้ำมันหมู

ประสบการณ์ของข้าพเจ้ากับน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี


เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็ก จะเห็นแม่สาละวนกับการเจียวน้ำมันหมูทุกๆ ๗ วัน เพื่อใช้ผัดกับข้าว ให้พวกเรารับประทาน น้ำมันหมูนี้มันเก็บได้ไม่นานเพราะไม่มีตู้เย็นเหมือนปัจจุบัน อีกทั้งการใช้ก็ตักทีละน้อย เพราะน้ำมันที่ผัดหรือทอดแล้วจะดำ และเหม็นหืนง่ายเแต่พอข้าพเจ้าเป็นวัยรุ่น บรรดานักวิชาการสุขภาพก็เริ่มประกาศความมีพิษภัย ของน้ำมันหมูและน้ำมันมะพร้าว โดยโฆษณาชุดแรกๆ ก็เน้นที่ความไม่เป็นไข (แข็งตัว) เมื่ออุณหภูมิเย็นตัวลง ของน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี เมื่อเทียบกับน้ำมันหมูและน้ำมันมะพร้าว โดยโฆษณาเน้นเรื่อง คอเลสเตอรอล ให้คนดูตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพเรื่อง โรคหลอดเลือดและหัวใจ
ด้วยความใสซื่อและอ่อนต่อโลก จึงคิดไม่ถึงว่า งานวิจัยเรื่องน้ำมันพืชนั้นมีผลประโยชน์แอบแฝง เพราะทั้งน้ำมันหมูและน้ำมันมะพร้าว จะไม่มีวันจับตัวเป็นไขในร่างกายคนได้ เพราะอุณหภูมิสูงภายในมนุษย์สูงกว่า ๒๕ องศาเซลเซียส ไม่ว่าอากาศภายนอกจะหนาวเย็นเพียงใด (ที่ขั้วโลกเหนือและใต้ อุณหภูมิร่างกายคนก็อยู่ที่ ๓๕-๓๗ องศาเซลเซียส
ครอบครัวของข้าพเจ้าเปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี และแล้วหลายสิบปีผ่านไป การตรวจเลือดหาปริมาณคอเลสเตอรอล ยังคงได้ตัวเลขสูงๆ กว่าค่าปกติทุกปี ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าก็ไม่อ้วน หรือ น้ำหนักเกินดัชนีมวลกายและได้เลิกใช้น้ำมันหมูหรือน้ำมันมะพร้าว ไปนานแล้ว อีกทั้งร้านอาหารทุกแห่ง ไม่ว่าริมถนนหรือภัตตาคารก็ไม่มีใครทำน้ำมันใช้เองอีกแล้ว แม่ของข้าพเจ้าป่วยตายด้วยโรคมะเร็งเยื่อหุ้มหัวใจเมื่ออายุ ๘๑ ปี หลังจากต้องกินยาคุมความดันโลหิตสูง ยาละลายลิ่มเลือด มากว่า ๓๐ ปี
แต่ข้าพเจ้ากลับป่วยก็ด้วยอาการของโรคต่อมลูกหมากโต โรคไตและแผลเบาหวานทั้งๆ ที่ น้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร ๘ ชั่วโมงเพียง ๙๐ หน่วย ข้าพเจ้าโชคดีที่พบผู้รู้และยาแก้ ข้าพเจ้าก็อดทนกินยาสมุนไพรตำรับต่างๆ จนเกือบหายสนิท
ข้าพเจ้าได้วิจัยถึงสาเหตุที่ข้าพเจ้าเป็นโรคต่างๆ ดังกล่าวจนพบความจริงว่า น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีนี้แหละเป็นต้นเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าป่วย เพราะกินน้ำมันนี้วันละ ๓ มื้อ มากกว่ายาชนิดใดใด และน้ำมันพืชฯนี้มันถูกเติมไฮโดรเจน (Hydrogenated) เมื่อผ่านกรรมวิธี กลั่น(refined) ฟอกสี(bleached) แต่งกลิ่น(deodozied) ทำให้ทอดอาหารได้กรอบอร่อย ใช้ได้หลายครั้งไม่เหม็นหืนง่าย แต่ก็มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง ชนิดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางเคมี ซึ่งไม่เหมือนอย่างน้ำมันมะพร้าวที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยธรรมชาติ ไม่มีอันตรายเพราะ ละลายน้ำได้ (การคั้นน้ำกะทิแล้วเคี่ยวจนเป็นน้ำมัน)
ท่านอาจจะยังไม่เชื่อข้าพเจ้า จึงอยากให้ทดลองเองที่บ้าน นำน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธียี่ห้อไหนก็ได้ ลองใส่ภาชนะแล้วตากแดดให้อุณภูมิใกล้เคียงกับภายในของมนุษย์ แล้วตรวจดูความเหนียวหนึบ ของมัน ทดลองกับน้ำมันหมูและน้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวเอง แล้วเปรียบเทียบกัน ความเหนียวหนึบยึดติดนี้จะเกิดในลำไส้เล็ก และหน่วยไตของคนและสัตว์ ในรายที่บริโภคน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี เมื่อน้ำไม่สามารถซึมผ่านคราบน้ำมันในลำไส้เล็ก สารละลายน้ำเช่นวิตามินบี ซี กรดอมิโน ก็จะกลายเป็นภาระของไตต้องกรอง ไตทำงานหนักมากขึ้นเรื่อยๆ (ดูกรณีไขมันรวมตัวเป็นก้อนที่กระดูกสันหลังบริเวณเอวที่ www.thaiherbclinic.com/?q=node/35#comment) เพราะร่างกายขาดสารอาหาร สมองสั่งให้เรากินมากขึ้น
แต่อนิจจา ยิ่งกินมากน้ำมันก็ยิ่งอุดตัน ไตก็ทำงานหนักขึ้นอีก แนวโน้มคนป่วยโรคไตวายเรื้อรังมีมากถึง ๑๒ ล้านคน ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า ในราวต้นปี ๒๕๕๐ บริษัทฟ้าสฟู้ด KFC ในต่างประเทศ ได้ประกาศเลิกใช้น้ำมันพืชที่เติม ไฮโดรเจน โดยไม่บอกเหตุผล จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่า เพราะเหตุใดธุรกิจจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสูตร การปรุงอาหาร เพิ่มต้นทุนการผลิตของตนเอง ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงทางการตลาดและกำไร ที่ลดน้อยลง
ในขณะเดียวกันรัฐนิวยอร์คก็มีกฎหมายห้ามร้านอาหารและภัตตาคาร ใช้น้ำมันพืชที่เติมไฮโดรเจนในการปรุงอาหาร (น้ำมันพืชที่เติมไฮโดรเจนจะเรียกว่า Trans fat) ดร.ณรงค์ โฉมเฉลาได้เขียนบทความ ''น้ำมันมะพร้าวและกะทิเป็นอันตรายหรือประโยชน์ต่อ สุขภาพ' ในวารสาร "เกษตรกรรมธรรมชาติ" ใจความว่าประเทศที่บริโภคน้ำมันมะพร้าว มีตัวเลขการตายจากโรคหัวใจและมะเร็ง ต่ำกว่าประเทศที่บริโภคน้ำมันพืชอื่น
แล้วทำไม จึงมีงานวิจัยในอดีตที่กล่าวว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดและหัวใจ เพราะน้ำมันมะพร้าวมีไขมันอิ่มตัวสูง ดร.ณรงค์กล่าวว่า American Soybean Association ได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในอเมริกา วิจัยผลเสียของน้ำมันมะพร้าวเพื่อที่ถั่วเหลือง จะมีโอกาสเกิดในตลาดโลก ข้าพเจ้าอยากเตือนคนไทยทั้งหลาย โปรดสำรวจตนเองว่าท่านกินน้ำมันวันละซีซี มันระบายออกมาได้มากน้อยแค่ไหน 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น